ผู้นำในมุมมองพระพุทธศาสนา จาก “ผู้มีอำนาจ” สู่ “ผู้มีธรรม”

Date:

Share post:

การเป็นผู้นำในความหมายที่แท้จริง อาจไม่ได้เริ่มต้นจากตำแหน่ง อำนาจ หรือความสามารถในการสั่งการ หากแต่เริ่มต้นจากการทำให้ตนเองมี “ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” เสียก่อน

ในมุมมองของพระพุทธศาสนา ผู้นำหรือผู้บริหารที่ดีจึงมิใช่เพียงผู้ที่สามารถบริหารคน บริหารงาน หรือบริหารบ้านเมืองให้บรรลุเป้าหมาย แต่ต้องเป็นผู้ที่สามารถบริหารตนเองได้ด้วย เพราะหากผู้นำไม่สามารถควบคุมกาย วาจา และใจของตนเองได้ อำนาจที่มีอยู่ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างปัญหาแทนที่จะสร้างประโยชน์

หลักธรรมสำหรับผู้นำจึงมุ่งสร้างบุคคลที่มีทั้ง “อำนาจในหน้าที่” และ “อำนาจในคุณธรรม” เป็นผู้นำที่ผู้ตามสามารถเคารพ เชื่อถือ และไว้วางใจได้อย่างสุจริตใจ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับภาพของ “ราชาปราชญ์” หรือ Philosopher-King คือผู้นำที่มิได้มีเพียงความรู้และอำนาจ แต่มีปัญญาและคุณธรรมเป็นเครื่องกำกับการใช้อำนาจด้วย

ผู้นำต้องเริ่มจากการเป็น “คนดี”

รากฐานสำคัญประการแรกคือ ศีล ๕ ซึ่งเป็นมาตรฐานพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

การไม่ฆ่าสัตว์ สะท้อนถึงการมีจิตใจอ่อนโยน เคารพคุณค่าของชีวิตและสิทธิของผู้อื่น

การไม่ลักทรัพย์ สะท้อนถึงความสุจริต ไม่คดโกง ไม่เอาเปรียบ เพราะเมื่อผู้นำซื่อตรง การบริหารงานและการพัฒนาสังคมย่อมมีพื้นฐานของความไว้วางใจ และความประพฤติของผู้นำยังสามารถเป็นแบบอย่างแก่ผู้ตามได้

การไม่ประพฤติผิดในกาม เป็นการรู้จักสำรวมและรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์ของตนเอง ป้องกันปัญหาที่อาจลุกลามไปถึงครอบครัวและสังคม

การไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดเพ้อเจ้อ ทำให้ผู้นำเป็นผู้มีสัจจะ คำพูดมีน้ำหนัก และผู้คนสามารถเชื่อถือได้

ส่วนการไม่เสพของมึนเมา คือการรักษาสติ ไม่ปล่อยให้สิ่งที่ทำลายการควบคุมตนเองเข้ามาครอบงำ เพราะพฤติกรรมของผู้นำย่อมส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ตามด้วย ข้อความที่วาง

ศีล ๕ จึงไม่ใช่เพียงข้อห้ามทางศาสนา หากมองในมิติของการบริหารแล้ว นี่คือ “มาตรฐานขั้นต่ำของความไว้วางใจ” ที่สังคมพึงมีต่อผู้ถืออำนาจ

เมื่อศีลเป็นพื้นฐาน ธรรมจึงเป็นพลังภายใน

เหนือกว่าการไม่ทำความชั่ว คือการสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นในตัวผู้นำ

หลัก ธรรม ๕ มุ่งให้ผู้นำเป็น “สัตบุรุษ” คือเป็นคนดีที่ไม่ได้มีเพียงอำนาจจากตำแหน่ง แต่มีบารมีจากคุณธรรม จนผู้ตามเกิดความภาคภูมิใจ อุ่นใจ และเคารพด้วยความจริงใจ

ผู้นำต้องมี เมตตา ไม่คิดเบียดเบียนหรือพยาบาท รู้จักเกื้อกูลผู้อื่น

ต้องมี สัมมาอาชีวะ ทำงานอย่างสุจริต โปร่งใส ไม่ทุจริต ไม่คดโกง และไม่เอาเปรียบ

ต้องมี กามสังวร รู้จักควบคุมความอยากและอารมณ์ของตนเอง

ต้องมี สัจจะ มีความซื่อสัตย์ต่อผู้ร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อสร้างความไว้วางใจในการทำงานร่วมกัน

และต้องมี สติสัมปชัญญะ รู้ตัวอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้ความหลงมัวเมาหรืออบายมุขต่าง ๆ เข้ามาทำลายตนเอง ครอบครัว และหน้าที่ ข้อความที่วาง (1)

นี่คือจุดที่ทำให้เห็นว่า “ผู้นำ” ในทางพุทธศาสนาไม่ได้ถูกวัดจากตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่ถูกวัดจากความสามารถในการกำกับตนเอง

เพราะคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ย่อมยากที่จะควบคุมอำนาจของตัวเอง

ผู้นำต้องทำให้คน “อยากเดินตาม”

ผู้นำที่ดีไม่ได้เกิดจากการทำให้คนกลัว แต่เกิดจากการทำให้คนอยากร่วมเดินไปด้วยกัน

หลัก กัลยาณมิตรธรรม ๗ จึงให้ความสำคัญกับบุคลิกและความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตาม

ผู้นำควรเป็นผู้ที่ประชาชนรักใคร่ เป็นที่เคารพ เป็นบุคคลที่เมื่อผู้คนมองเห็นแล้วเกิดความรู้สึกอยากพัฒนาตนเอง รู้จักพูดให้เกิดผล มีความอดทนต่อถ้อยคำ สามารถอธิบายเรื่องยากและเรื่องลึกให้คนเข้าใจได้ และที่สำคัญคือไม่ชักนำผู้ตามไปในทางที่ผิด

ผู้นำลักษณะนี้จึงไม่ได้ใช้ “อำนาจ” เป็นเครื่องมือหลัก แต่ใช้ความน่าเชื่อถือ ความสามารถในการสื่อสาร และความดีเป็นพลังในการนำคน

ราชธรรม ๑๐ : อำนาจต้องมีธรรมกำกับ

สำหรับผู้นำระดับบ้านเมือง หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ราชธรรม ๑๐

ประกอบด้วย ทาน การให้ปัน, ศีล การรักษาศีล, ปริจจาคะ การเสียสละ, อาชชวะ ความซื่อตรง, มัททวะ ความอ่อนโยน, ตปะ ความเพียรเผากิเลส, อักโกธะ ความไม่โกรธ, อวิหิงสา การไม่เบียดเบียน, ขันติ ความอดทน และอวิโรธนะ การประพฤติไม่ให้ขาดจากธรรม

เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด จะเห็นว่าราชธรรมทั้งสิบไม่ได้สอนเพียง “วิธีปกครองคน” แต่สอน “วิธีปกครองตัวเองของผู้มีอำนาจ”

เพราะอำนาจที่ไม่มีความเสียสละอาจกลายเป็นการแสวงหาประโยชน์

อำนาจที่ไม่มีความซื่อตรงอาจกลายเป็นการทุจริต

อำนาจที่ไม่มีความอดทนอาจกลายเป็นความรุนแรง

และอำนาจที่ไม่มีธรรมเป็นเครื่องกำกับ อาจกลายเป็นอำนาจที่ทำร้ายคนที่อยู่ภายใต้การปกครองได้

ดังนั้น ราชธรรมจึงเป็นเสมือนเข็มทิศที่เตือนผู้นำว่า เมื่อมีอำนาจมากขึ้น ก็ยิ่งต้องมีธรรมมากขึ้นตามไปด้วย

ผู้นำไม่ได้ดูแลเพียงคน แต่ต้องดูแล “ทั้งระบบ”

อีกหลักหนึ่งที่สำคัญคือ จักรวรรดิวัตร ๑๒ ซึ่งกล่าวถึงหน้าที่ของผู้ปกครองในการดูแลผู้คนและสังคมในวงกว้าง

ตั้งแต่การอนุเคราะห์ผู้คน การสร้างไมตรีกับประเทศและเพื่อนบ้าน การดูแลกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม การช่วยเหลือประชาชนในชนบท การสนับสนุนผู้ประพฤติดี การดูแลสัตว์และธรรมชาติ การห้ามปรามการประพฤติผิดศีลธรรม การดูแลคนยากจน ตลอดจนการเข้าใกล้ผู้รู้เพื่อศึกษาความดี ความชั่ว บุญ และโทษ

เมื่อมองจากหลักนี้ ผู้นำจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้เศรษฐกิจเติบโตหรือทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย แต่ต้องมองเห็น “ชีวิตของผู้คน” ที่อยู่ภายในระบบนั้นด้วย

ทั้งคนในเมืองและชนบท
ทั้งคนมีโอกาสและคนยากจน
ทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

การพัฒนาที่แท้จริงจึงไม่ควรทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การพัฒนาประเทศ เริ่มจากคนที่รู้จัก “เพียร”

เมื่อพูดถึงการพัฒนาประเทศ หลักธรรมไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องคุณธรรมของผู้นำ แต่ยังพูดถึงปัจจัยที่จะทำให้สังคมเดินหน้า

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ เน้นสิ่งที่สามารถสร้างผลได้ในปัจจุบัน ได้แก่ ความขยันในการประกอบสัมมาอาชีพ การรู้จักรักษาทรัพย์ การคบคนดี และการดำรงชีวิตให้พอดีกับรายรับ ข้อความที่วาง (1)

ขณะที่ อิทธิบาท ๔ ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา คือมีใจรักในสิ่งที่ทำ มีความเพียร เอาใจใส่ และรู้จักตรวจสอบว่าการทำงานนั้นได้ผลหรือไม่

หลักคิดนี้ทำให้การพัฒนาไม่ใช่เรื่องของ “ความเก่ง” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องประกอบด้วยความรักในงาน ความพยายาม ความมุ่งมั่น และการรู้จักทบทวนปรับปรุงสิ่งที่ทำอยู่เสมอ

ประเทศที่ต้องการพัฒนา จึงต้องสร้างคนที่ “ทำงานเป็น” และ “เรียนรู้จากงานเป็น” ไปพร้อมกัน

ผู้นำต้องรู้จักคบคนดีและคิดให้เป็น

วุฑฒิธรรม ๔ เสนอเส้นทางของความเจริญผ่านการคบสัตบุรุษ การฟังธรรม การคิดอย่างแยบคาย และการปฏิบัติตามธรรมอย่างเหมาะสม

ส่วน จักร ๔ กล่าวถึงปัจจัยที่จะส่งเสริมให้องค์กรหรือประเทศก้าวหน้า ได้แก่ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การคบคนดี การตั้งตนไว้ชอบ และการมีบุญที่ได้กระทำไว้ก่อน

สองหลักธรรมนี้สะท้อนความจริงอย่างหนึ่งของการเป็นผู้นำว่า

คนเก่งเพียงคนเดียวไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้ หากอยู่ท่ามกลางระบบและผู้คนที่พาไปผิดทาง

ผู้นำจึงต้องรู้จักเลือกคน เลือกสภาพแวดล้อม รับฟังผู้รู้ และที่สำคัญต้องรู้จักตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่กำลังคิดและกำลังทำอยู่นั้นถูกต้องเพียงใด

พลังของสังคมเริ่มจาก “ศรัทธา ศีล วิริยะ สมาธิ และปัญญา”

ท้ายที่สุดคือ พละ ๕ ซึ่งเป็นพลังที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคม ชุมชน และประเทศ

ประกอบด้วย ศรัทธา ศีล วิริยะ สมาธิ และปัญญา

ศรัทธาทำให้คนมีความเชื่อมั่นและมองเห็นความเป็นไปได้

ศีลทำให้สังคมมีระเบียบและความสงบ

วิริยะทำให้เกิดความเพียร ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค

สมาธิทำให้สามารถรวบรวมความคิดและพิจารณาปัญหาอย่างเป็นระบบ

และปัญญาทำให้สามารถมองเห็นความจริงและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

โดยเฉพาะ “ปัญญา” ถือเป็นพลังสำคัญของผู้นำ เพราะผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจมาก ย่อมสามารถมองเห็นปัญหาและทางเลือกได้กว้างขึ้น ต้นฉบับจึงเชื่อมโยงสิ่งนี้กับแนวคิด Power of Knowledge หรือพลังแห่งความรู้

แต่ความรู้ที่ปราศจากศีลธรรมก็อาจเป็นอันตรายได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้น ผู้นำที่สมบูรณ์จึงต้องมีทั้ง ความรู้และคุณธรรม มีทั้ง ความสามารถและความรับผิดชอบ มีทั้ง วิสัยทัศน์และสติ

บทส่งท้าย : ผู้นำที่แท้ อาจไม่ได้อยู่ข้างหน้าเสมอไป

เมื่อมองภาพรวมของหลักธรรมทั้งหมด ตั้งแต่ศีล ๕ ธรรม ๕ กัลยาณมิตรธรรม ๗ ราชธรรม ๑๐ จักรวรรดิวัตร ๑๒ ไปจนถึงหลักธรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ จะเห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่ได้มอง “ผู้นำ” เพียงในฐานะผู้มีอำนาจเหนือผู้อื่น

แต่เป็นผู้ที่ต้อง ชนะใจตัวเองก่อนจะนำคนอื่น

ต้องมีศีลก่อนใช้อำนาจ
ต้องมีสติก่อนตัดสินใจ
ต้องมีปัญญาก่อนกำหนดทิศทาง
ต้องมีเมตตาก่อนบริหารผู้คน
และต้องมีความเสียสละก่อนเรียกร้องให้ผู้อื่นเสียสละ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณภาพขององค์กร ชุมชน หรือประเทศ ย่อมสะท้อนคุณภาพของคนที่อยู่ในระบบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณภาพของผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำ

ผู้นำที่ดีจึงไม่ใช่คนที่ทำให้ทุกคนต้องเดินตามตนเอง แต่คือคนที่ทำให้ผู้คนสามารถเดินไปข้างหน้าด้วยกันได้ โดยไม่ทิ้งคุณธรรม ความถูกต้อง และประโยชน์ส่วนรวมไว้ข้างหลัง

นี่อาจเป็นหัวใจสำคัญของ “ผู้นำในทางพุทธ” — จากผู้ครองอำนาจ สู่ผู้ครองตน และจากผู้ครองตน สู่ผู้สร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น.

เรียบเรียงโดย พระเมธีวชิรคุณ รศ.ดร.

อ้างจาก https://www.gotoknow.org/posts/438654

Related articles

ธรรมะกับความสบายใจในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

เรียบเรียงจากแนวคิดของ พระเมธีวชิรคุณ รศ.ดร. การทำงานร่วมกับคนอื่นไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะทันทีที่คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาอยู่ร่วมกัน ย่อมมีทั้งความคิด ความต้องการ บุคลิก และมุมมองที่แตกต่างกัน ความขัดแย้งจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หากแต่เป็นธรรมชาติของการอยู่ร่วมกัน พระเมธีวชิรคุณ รศ.ดร. เสนอว่า สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามทำให้องค์กรปราศจากปัญหา แต่คือการเรียนรู้ว่า เราควรวางท่าทีต่อปัญหาและต่อผู้คนอย่างไร จึงจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุขและสบายใจ มีคำสอนของคนโบราณที่ว่า “อยู่คนเดียวระวังความคิด อยู่กับมิตรระวังคำพูด” ประโยคสั้น ๆ...

ตำนาน-ความเป็นมาชื่อบ้าน-นามเมืองริมกว๊านพะเยา

ตำนาน-ความเป็นมาชื่อบ้าน-นามเมืองริมกว๊านพะเยา ในประเด็นดังกล่าวนี้ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ปราชญ์ด้านประวัติศาสตร์เมืองพะเยา ได้ให้ข้อคิดไว้ในหนังสือความเป็นมาในอดีตของเมืองพะเยา และประวัติพระยายุทธิศเสถียร  เมืองสองแควว่าพญาทั้ง ๓ ได้ประทับนั่งเอาพระปฤษฎางค์ (หลัง) พิงกัน เพื่อดื่มเลือดสาบานกันริมแม่น้ำสายตาหรือแม่น้ำอิง ณ บริเวณวัดร่องขุย เมื่อเสร็จพิธีปฏิญาณแล้ว  ชาวบ้านชาวเมืองดีใจที่ไม่ต้องเกิดศึกสงครามกันระหว่างอาณาจักรภูกามยาวและสุโขทัย ก็แห่พญาทั้งสาม ขึ้นจากน้ำ  ท่าน้ำนั้นจึงเรียกว่า...

ตำนานกว๊านพะเยา อู่น้ำแห่งเมืองพะเยา

         ในเรื่องกว๊านพะเยานี้  พระเดชพระคุณหลวงพระอุบาลีคุณูปมาจารย์  ได้ให้ทัศนะไว้ ในหนังสือประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยาไว้ถึง  ๒ เรื่อง  ดังนี้                   เรื่องที่ ๑                 “เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกเอี้ยง  อาศัยอยู่ที่ไม้ขอนสักต้นหนึ่งบนดอยจอมทอง  แล้วบินไปหนองน้ำเพื่อกินอาบทุกวัน                 วันหนึ่ง เมื่ออาบน้ำแล้วก็บินไปจับอยู่ไม้ต้นหนึ่งใกล้ที่อยู่ของตน  แล้วแผ่ปีกและหางอยู่ที่นั้น  ขณะนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งมาตีกินนกเอี้ยงเป็นอาหาร                 ครั้นพระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญู แล้วมาฉันจังหันที่ช่างทองตำบลเขาจอมทอง...