ธรรมะกับความสบายใจในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

Date:

Share post:

เรียบเรียงจากแนวคิดของ พระเมธีวชิรคุณ รศ.ดร.

การทำงานร่วมกับคนอื่นไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะทันทีที่คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาอยู่ร่วมกัน ย่อมมีทั้งความคิด ความต้องการ บุคลิก และมุมมองที่แตกต่างกัน ความขัดแย้งจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หากแต่เป็นธรรมชาติของการอยู่ร่วมกัน

พระเมธีวชิรคุณ รศ.ดร. เสนอว่า สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามทำให้องค์กรปราศจากปัญหา แต่คือการเรียนรู้ว่า เราควรวางท่าทีต่อปัญหาและต่อผู้คนอย่างไร จึงจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุขและสบายใจ

มีคำสอนของคนโบราณที่ว่า

“อยู่คนเดียวระวังความคิด อยู่กับมิตรระวังคำพูด”

ประโยคสั้น ๆ นี้สะท้อนความจริงของชีวิตการทำงานได้อย่างลึกซึ้ง เพราะแม้อยู่คนเดียว เราก็อาจมีปัญหาจากความคิดของตัวเอง ขณะที่เมื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มขึ้นคือคำพูดและความสัมพันธ์

ดังนั้น การทำงานอย่างมีความสุขจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “คนอื่นเป็นอย่างไร” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า เรารู้จักปรับตัวและวางใจต่อคนอื่นอย่างไรด้วย

“สรรพสามิต” ในความหมายของการเป็นมิตรกับประชาชน

แนวคิดหนึ่งที่พระเมธีวชิรคุณนำมาอธิบาย คือคำว่า “สรรพสามิต”

ตามความหมายทางพจนานุกรม “สรรพสามิต” หมายถึงอากรที่เก็บจากสิ่งประดิษฐ์และผลิตขึ้นภายในประเทศ แต่ในมุมมองที่ผู้เขียนนำเสนอ มีการตีความคำนี้ผ่านคำว่า “สรรพ” ซึ่งหมายถึงทั้งปวง และ “สามิต” ซึ่งหมายถึงความเป็นเจ้าของ แล้วนำไปสู่ความหมายเชิงข้อคิดว่า “เป็นมิตรกับประชาชน”

แนวคิดดังกล่าวจึงชวนให้มองการทำงานในองค์กรว่า ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด การทำงานกับผู้คนจำเป็นต้องสร้างความเป็นมิตร ความเข้าใจ และความเอื้ออาทรต่อกัน ข้อความที่วาง (1)

จากแนวคิดนี้ พระเมธีวชิรคุณเสนอธรรมะสำหรับสร้างความสบายใจในการทำงานร่วมกับผู้อื่นออกเป็น ๔ ชุด ได้แก่

สร้างความยืดหยุ่น — ครุ่นคิดอย่างมุ่งมั่น — สนั่นจิตคิดอาสา — เพื่อนำพาจิตให้คิดแบบพระพรหม

ทั้ง ๔ ชุด อาจมองได้ว่าเป็นการฝึกคนทำงานตั้งแต่ “การเข้าใจสถานการณ์” ไปจนถึง “การเข้าใจผู้อื่น” และท้ายที่สุดคือการยกระดับจิตใจของตัวเอง


๑. สร้างความยืดหยุ่น : รู้จักคน รู้จักงาน และรู้จักสถานการณ์

การทำงานร่วมกับคนอื่น หากยึดความคิดของตัวเองเพียงด้านเดียว ย่อมเกิดความขัดแย้งได้ง่าย

พระเมธีวชิรคุณจึงเสนอหลักธรรมเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการทำงานจำนวน ๗ ประการ ได้แก่

รู้เหตุ — รู้ผล — รู้ตน — รู้ประมาณ — รู้กาลเวลา — รู้สังคมชุมชน — รู้จักบุคคล

ทั้ง ๗ ประการ เป็นเครื่องมือให้คนทำงานรู้จักพิจารณาสถานการณ์ให้รอบด้าน ก่อนตัดสินใจว่าจะวางตัวหรือปรับตัวมากน้อยเพียงใด

การ “รู้เหตุ” ทำให้เข้าใจว่าปัญหาเกิดขึ้นจากอะไร

การ “รู้ผล” ทำให้มองเห็นว่าการตัดสินใจของเราจะนำไปสู่อะไร

การ “รู้ตน” ทำให้เข้าใจศักยภาพ ข้อจำกัด และบทบาทของตัวเอง

การ “รู้ประมาณ” ทำให้รู้จักความพอดี

การ “รู้กาลเวลา” ทำให้รู้ว่าเรื่องใดควรทำเมื่อใด

การ “รู้สังคมชุมชน” ทำให้เข้าใจบริบทที่แตกต่างกัน

และการ “รู้จักบุคคล” ทำให้เข้าใจว่าคนแต่ละคนมีพื้นฐาน ความคิด และวิธีการทำงานไม่เหมือนกัน

หลักทั้ง ๗ จึงช่วยให้คนทำงานสามารถมองตัวเองและผู้อื่นอย่างเป็นระบบ คล้ายกับการทำ SWOT ทั้งในระดับตนเองและระดับเพื่อนร่วมงาน เพื่อพิจารณาว่า ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ เราควรยืดหยุ่นเพียงใด และควรยืนหยัดในเรื่องใด ข้อความที่วาง (1)

เพราะความยืดหยุ่นไม่ได้หมายถึงการยอมทุกเรื่อง

แต่คือ การรู้ว่าเรื่องไหนควรยอม เรื่องไหนควรปรับ และเรื่องไหนควรยืนหยัด


๒. ครุ่นคิดอย่างมุ่งมั่น : ทำงานให้ดี และทำให้ดีขึ้น

การทำงานที่ดีไม่ได้เกิดจากการลงมือทำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการคิด ทบทวน และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

หลักธรรมชุดที่สองประกอบด้วย ๔ ประการ คือ

ความชอบที่จะทำงาน — ความกระตือรือร้นในการสร้างสรรค์ผลงาน — ความมุ่งมั่นเอาใจใส่ — และการทบทวนตรวจสอบ

เริ่มจากการมีใจรักในสิ่งที่ทำ เมื่อมีความชอบก็เกิดความกระตือรือร้น เมื่อเกิดความกระตือรือร้นก็พร้อมทุ่มเทและเอาใจใส่กับงาน

แต่เพียงเท่านั้นยังไม่พอ

สิ่งสำคัญคือการย้อนกลับมาถามตัวเองว่า

“สิ่งที่เราทำไปแล้ว ดีพอหรือยัง?”

หากยังไม่ดีพอ ต้องกล้าปรับ
หากวิธีเดิมไม่ตอบโจทย์ ต้องกล้าเปลี่ยน
หากมีวิธีที่ดีกว่า ต้องกล้าทดลอง

กระบวนการเช่นนี้เองที่จะทำให้งานเกิดการพัฒนา และอาจนำไปสู่สิ่งใหม่ ๆ หรือนวัตกรรมในองค์กร

การทำงานจึงไม่ควรเป็นเพียงการ “ทำให้เสร็จ” แต่ควรเป็นการ ทำให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะองค์กรที่มีชีวิต ไม่ใช่องค์กรที่ทำงานแบบเดิมได้ตลอดไป แต่คือองค์กรที่สามารถเรียนรู้จากสิ่งที่ทำ และเปลี่ยนประสบการณ์ให้กลายเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง


๓. สนั่นจิตคิดอาสา : เมื่อการทำงานไม่ใช่เรื่องของตัวเราเพียงคนเดียว

อีกปัญหาหนึ่งของการทำงานร่วมกัน คือเมื่อแต่ละคนต่างมองเฉพาะหน้าที่ของตัวเอง

“นี่ไม่ใช่งานของฉัน”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน”

“ฉันทำส่วนของฉันเสร็จแล้ว”

ความคิดเหล่านี้อาจทำให้งานเดินต่อได้ยาก และทำให้ความสัมพันธ์ภายในองค์กรค่อย ๆ ห่างออกจากกัน

หลักธรรมชุดที่สามจึงเสนอให้คนทำงานมีจิตอาสาและเอื้ออาทรต่อกันผ่าน ๔ แนวทาง ได้แก่

การเสียสละ — การให้คำแนะนำที่อ่อนหวานตามโอกาส — การวางตนให้เป็นประโยชน์แบบจิตอาสา — และการไม่ถือตัว

การเสียสละไม่ได้หมายถึงการเสียสละทุกอย่างจนตัวเองเดือดร้อน แต่หมายถึงการพร้อมแบ่งปันเวลา ความรู้ ความสามารถ หรือแรงกาย เพื่อให้งานส่วนรวมเดินหน้า

การให้คำแนะนำก็เช่นกัน ไม่ใช่เพียงพูดว่าใครผิด แต่ต้องรู้จักเลือกเวลาและวิธีพูด ให้คำแนะนำด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยนและเกิดประโยชน์

การวางตนให้เป็นประโยชน์ คือการมองว่าเมื่อมีสิ่งใดที่เราช่วยได้ เราก็ควรช่วย

และสุดท้ายคือ การไม่ถือตัว

เพราะองค์กรจะเดินหน้าได้ดี เมื่อคนเก่งไม่ถือว่าตัวเองเหนือคนอื่น คนมีตำแหน่งไม่ถือว่าตัวเองสูงกว่าใคร และคนมีประสบการณ์พร้อมแบ่งปันให้คนรุ่นหลัง

เมื่อคนในองค์กรมีท่าทีเช่นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพในการทำงาน แต่คือความรู้สึกว่า “เราไม่ได้ทำงานอยู่คนเดียว”


๔. คิดแบบพระพรหม : ยกระดับจิตใจเมื่อทำงานกับคนอื่น

หลักธรรมชุดสุดท้ายอาจเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อทำงานกับผู้คน เราไม่สามารถควบคุมคนอื่นได้ทั้งหมด สิ่งที่เราควบคุมได้มากที่สุดคือ ใจของเราเอง

พระเมธีวชิรคุณเสนอการวางท่าทีต่อเพื่อนร่วมงานด้วยแนวคิดแบบพระพรหม หรือ พรหมวิหาร ๔

ประการแรกคือ ปรารถนาให้ผู้ร่วมงานเป็นสุข หรือเมตตา

เมื่อเราเริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยความปรารถนาดี เราจะมองคนตรงหน้าต่างออกไปจากการมองว่าเขาเป็นเพียง “คนที่ต้องทำงานด้วย”

ประการที่สองคือ คิดจะช่วยให้เขาพ้นจากปัญหา หรือกรุณา

เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานกำลังมีปัญหา แทนที่จะซ้ำเติมหรือดีใจที่เขาพลาด เราอาจถามตัวเองว่า มีอะไรที่เราช่วยได้บ้าง

ประการที่สามคือ อนุโมทนาเมื่อเขาได้ดี หรือมุทิตา

ข้อนี้อาจเป็นเรื่องยากสำหรับมนุษย์ เพราะบางครั้งความสำเร็จของคนอื่นกลับทำให้เรารู้สึกด้อยกว่า

แต่หากสามารถยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่นได้อย่างจริงใจ ความอิจฉาจะค่อย ๆ ลดลง และความสัมพันธ์ในองค์กรจะดีขึ้น

และประการสุดท้ายคือ วางท่าทีให้เหมาะสมเมื่อเขาถูกลงโทษ หรืออุเบกขา

อุเบกขาในที่นี้ไม่ใช่การไม่สนใจใคร แต่คือการวางใจอย่างมีเหตุผล ไม่เข้าข้างด้วยความรัก ไม่ซ้ำเติมด้วยความเกลียด และสามารถมองสถานการณ์ด้วยความเป็นธรรม

ทั้ง ๔ ประการจึงเป็นวิธี “ยกใจให้สูงขึ้น” เมื่อเผชิญกับปัญหาและความแตกต่างระหว่างบุคคล ข้อความที่วาง (1)


ความสบายใจไม่ได้เกิดจากการไม่มีปัญหา

เมื่อมองทั้ง ๔ ชุดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าธรรมะสำหรับการทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้สัญญาว่า เมื่อเราปฏิบัติแล้วองค์กรจะไม่มีความขัดแย้ง

เพราะความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของการอยู่ร่วมกัน

สิ่งที่ธรรมะกำลังสอนจึงอาจเป็นเรื่องที่เรียบง่ายกว่านั้น แต่ลึกซึ้งกว่า

คือ เมื่อปัญหาเกิดขึ้น เราจะทำอย่างไรไม่ให้ปัญหานั้นเข้ามาทำลายใจของเรา และไม่ปล่อยให้ใจของเราไปทำลายความสัมพันธ์กับคนอื่น

รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้คน เพื่อจะได้ยืดหยุ่นอย่างมีปัญญา

มีใจรักงาน มุ่งมั่น เอาใจใส่ และรู้จักทบทวน เพื่อให้งานพัฒนา

มีจิตอาสา เสียสละ ไม่ถือตัว เพื่อให้คนทำงานรู้สึกว่าเป็นทีมเดียวกัน

และมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เพื่อให้เมื่อเกิดปัญหา เราสามารถยกระดับจิตใจของตัวเองเหนือความขัดแย้งได้

ท้ายที่สุดแล้ว ความสบายใจในการทำงานอาจไม่ได้เกิดจากการได้ทำงานกับ “คนที่ถูกใจ” แต่เกิดจากการที่เราฝึกตัวเองให้สามารถทำงานร่วมกับ “คนที่แตกต่าง” ได้อย่างเข้าใจ

เพราะเราไม่อาจเลือกคนทุกคนที่จะเข้ามาในชีวิตการทำงานได้

แต่เราเลือกได้ว่า เมื่อพบคนที่แตกต่างจากเราแล้ว
เราจะมองเขาอย่างไร
จะพูดกับเขาอย่างไร
จะช่วยเขาอย่างไร
และจะวางใจของเราไว้อย่างไร

นี่อาจเป็นหัวใจของธรรมะกับการทำงานร่วมกับผู้อื่น

ไม่ใช่การเปลี่ยนคนอื่นให้เป็นอย่างที่เราต้องการ
แต่คือการเปลี่ยนใจของเรา ให้สามารถอยู่ร่วมกับความแตกต่างได้อย่างมีความสุข

เรียบเรียงจาก https://www.gotoknow.org/posts/486317

Related articles

ผู้นำในมุมมองพระพุทธศาสนา จาก “ผู้มีอำนาจ” สู่ “ผู้มีธรรม”

การเป็นผู้นำในความหมายที่แท้จริง อาจไม่ได้เริ่มต้นจากตำแหน่ง อำนาจ หรือความสามารถในการสั่งการ หากแต่เริ่มต้นจากการทำให้ตนเองมี “ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” เสียก่อน ในมุมมองของพระพุทธศาสนา ผู้นำหรือผู้บริหารที่ดีจึงมิใช่เพียงผู้ที่สามารถบริหารคน บริหารงาน หรือบริหารบ้านเมืองให้บรรลุเป้าหมาย แต่ต้องเป็นผู้ที่สามารถบริหารตนเองได้ด้วย เพราะหากผู้นำไม่สามารถควบคุมกาย วาจา และใจของตนเองได้ อำนาจที่มีอยู่ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างปัญหาแทนที่จะสร้างประโยชน์ หลักธรรมสำหรับผู้นำจึงมุ่งสร้างบุคคลที่มีทั้ง “อำนาจในหน้าที่” และ “อำนาจในคุณธรรม”...

ตำนาน-ความเป็นมาชื่อบ้าน-นามเมืองริมกว๊านพะเยา

ตำนาน-ความเป็นมาชื่อบ้าน-นามเมืองริมกว๊านพะเยา ในประเด็นดังกล่าวนี้ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ปราชญ์ด้านประวัติศาสตร์เมืองพะเยา ได้ให้ข้อคิดไว้ในหนังสือความเป็นมาในอดีตของเมืองพะเยา และประวัติพระยายุทธิศเสถียร  เมืองสองแควว่าพญาทั้ง ๓ ได้ประทับนั่งเอาพระปฤษฎางค์ (หลัง) พิงกัน เพื่อดื่มเลือดสาบานกันริมแม่น้ำสายตาหรือแม่น้ำอิง ณ บริเวณวัดร่องขุย เมื่อเสร็จพิธีปฏิญาณแล้ว  ชาวบ้านชาวเมืองดีใจที่ไม่ต้องเกิดศึกสงครามกันระหว่างอาณาจักรภูกามยาวและสุโขทัย ก็แห่พญาทั้งสาม ขึ้นจากน้ำ  ท่าน้ำนั้นจึงเรียกว่า...

ตำนานกว๊านพะเยา อู่น้ำแห่งเมืองพะเยา

         ในเรื่องกว๊านพะเยานี้  พระเดชพระคุณหลวงพระอุบาลีคุณูปมาจารย์  ได้ให้ทัศนะไว้ ในหนังสือประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยาไว้ถึง  ๒ เรื่อง  ดังนี้                   เรื่องที่ ๑                 “เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกเอี้ยง  อาศัยอยู่ที่ไม้ขอนสักต้นหนึ่งบนดอยจอมทอง  แล้วบินไปหนองน้ำเพื่อกินอาบทุกวัน                 วันหนึ่ง เมื่ออาบน้ำแล้วก็บินไปจับอยู่ไม้ต้นหนึ่งใกล้ที่อยู่ของตน  แล้วแผ่ปีกและหางอยู่ที่นั้น  ขณะนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งมาตีกินนกเอี้ยงเป็นอาหาร                 ครั้นพระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญู แล้วมาฉันจังหันที่ช่างทองตำบลเขาจอมทอง...

ตำนานกว๊านพะเยา อู่น้ำแห่งเมืองพะเยา

                              ในเรื่องกว๊านพะเยานี้  พระเดช      พระคุณหลวงพระอุบาลีคุณูปมาจารย์  ได้ให้ทัศนะไว้ ในหนังสือประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยาไว้ถึง  ๒ เรื่อง  ดังนี้                 เรื่องที่ ๑                 “เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกเอี้ยง  อาศัยอยู่ที่ไม้ขอนสักต้นหนึ่งบนดอยจอมทอง  แล้วบินไปหนองน้ำเพื่อกินอาบทุกวัน                 วันหนึ่ง เมื่ออาบน้ำแล้วก็บินไปจับอยู่ไม้ต้นหนึ่งใกล้ที่อยู่ของตน  แล้วแผ่ปีกและหางอยู่ที่นั้น  ขณะนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งมาตีกินนกเอี้ยงเป็นอาหาร                ...