สืบชาตาให้ตน แต่กลับปล้นชาตาชาติ

Date:

Share post:

ผู้เขียนสังเกตเห็นในหลาย ๆ พื้นที่ ซึ่งมองแล้วอาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ทว่าถ้าไม่เข้าใจในประเด็นและฝึกสอนกันตั้งแต่เนิ่น ๆ เกรงว่าวัฒนธรรมนี้จะฝังลึก จนยากจะปรับแก้ ดังที่เราเห็นกัน เช่น การยื้อแย่งของแจกตอนน้ำท่วมของเด็ก ๆ การยื้อแย่งมงกุฏของนางงาม และการยื้อแย่งบางอย่างในสภาฯ

วานนี้ ๑๓ เมษายน ๕๕ ทางวัดได้จัดพิธีสืบชาตาประจำปีขึ้น ให้กับชุมชนและคนทั่วไป ที่เดินทางมาท่องเที่ยวทั้งใกล้และไกล เนื่องในวโรกาสแห่งเทศกาลวันปีใหม่ไทย (สงกรานต์)

     หมายความว่า ทุกคนมีอายุเพิ่มขึ้นอีก ๑ ปี + การก้าวย่างอีก ๑ ปี รวมคร่าว ๆ ๒ ปี เช่น คนอายุ ๒๐ เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ หรือ พ.ศ.ใหม่ ก็เท่ากับอายุครบ ๒๑ ปีตาม พ.ศ. และเป็นการย่างก้าวไปสู่อายุที่ ๒๒ ปี แห่งชีวิต

     การสืบชาตาให้กับตนเอง ก็แสดงถึงว่ามนุษย์มีความกลัวตายอยู่ในจิตใจลึก ๆ ทุกคน นอกจากนี้แล้วยังได้มีความปรารถนาเพื่อให้มีสุขภาพกายใจอยู่ในสุขภาวะที่ดีงาม ดังนั้น การสืบชาตา จึงเป็นพิธีกรรมที่สื่อให้เห็นถึงนิมิตแห่งคุณงามความดีทั้งระบบ หรือเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพื่อก้าวย่างต่อไปในอนาคตที่ยั่งยืน

     แต่สิ่งที่ผู้เขียนสังเกตมานาน ครั้นไม่พูดก็จะหาว่าละเลย ครั้นพูดออกไปก็จะเป็นการกระทบกระเทือนต่อสังคม แต่มองอีกครั้งถ้าพระไม่ชี้นำ แล้วใครจะก้าวตามได้?

     มีประเด็นอยู่ว่า ในพิธีกรรมการสืบชาตานั้น ทางวัดได้เตรียมการโดยการโยงด้ายไปทั่วบริเวณพระวิหาร นอกจากนี้แล้ว ยังได้ทำด้ายเผื่อเอาไว้ขนาดยาว ๑ วา ม้วนไว้ เพื่อประชาชนคนทั่วไป เมื่อมาจับจองที่นั่งนั้น ๆ แล้ว จะได้คลี่ด้ายออกมาพนมมือ-ถือไว้ก็ได้ หรือพันไว้รอบศรีษะก็ดี หรือพันไว้กับหอเสื้อผ้าของบุคคลในครอบครัวก็ไม่มีปัญหา ซึ่งแสดงถึงว่านั้นเป็นสิทธิ์ของญาติโยมเองที่จะถือเอาด้ายนั้นไปภายหลังเมื่อเสริจพิธี

     ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า เมื่องานเลิกแล้ว หรือพิธีกรรมยังไม่ทันสิ้นสุด แต่คนโดยมากมักช่วยกันดึงและดัน ในลักษณะเหมือนกับแย่งกันเก็บด้ายในส่วนของตน ๆ

     ผู้เขียนมองว่า วัฒนธรรมการยื้อ-เพื่อแย่งมาจากอะไรหนอ? ทั้ง ๆ ที่ทุกคนมีด้ายประจำของตน ๆ อยู่แล้ว ใคร ๆ ก็ไม่สามารถแย่งกรรมสิทธิ์ของตนไป แต่ในกรณีดังกล่าวกลับกลายเป็นว่า “แย่งกันเก็บของใครของมัน” นั่นก็หมายความว่า แม้จะเป็นสิทธิการถือเอาของส่วนบุคคล  แต่ทำไมต้องแย่งเอา?

     ๑.กลัวจะช้ากว่าคนอื่น หรือไม่?

     ๒.ต้องการแย่งเพื่อความเป็นที่หนึ่งหรืออย่างไร?

     มันสะท้อนถึงวัฒนธรรมอะไรบางอย่างหรือไม่? ซึ่งการกระทำในลักษณะดังกล่าวเป็นเหมือน  “การสืบชาตาให้กับตน แต่เป็นการปล้นชาตาของชาติ”  

     ผู้เขียนสังเกตเห็นในหลาย ๆ พื้นที่ ซึ่งมองแล้วอาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ทว่าถ้าไม่เข้าใจในประเด็นและฝึกสอนกันตั้งแต่เนิ่น ๆ เกรงว่าวัฒนธรรมนี้จะฝังลึก จนยากจะปรับแก้ ดังที่เราเห็นกัน เช่น การยื้อแย่งของแจกตอนน้ำท่วมของเด็ก ๆ การยื้อแย่งมงกุฏของนางงาม และการยื้อแย่งบางอย่างในสภาฯ  

     ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะร่วมกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ ๆ โดยการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องเล็ก ๆ จากวัฒนธรรมเดิม ๆ เพื่อลูกหลานไทยในอนาคต?

Related articles

ธรรมะกับความสบายใจในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

เรียบเรียงจากแนวคิดของ พระเมธีวชิรคุณ รศ.ดร. การทำงานร่วมกับคนอื่นไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะทันทีที่คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาอยู่ร่วมกัน ย่อมมีทั้งความคิด ความต้องการ บุคลิก และมุมมองที่แตกต่างกัน ความขัดแย้งจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หากแต่เป็นธรรมชาติของการอยู่ร่วมกัน พระเมธีวชิรคุณ รศ.ดร. เสนอว่า สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามทำให้องค์กรปราศจากปัญหา แต่คือการเรียนรู้ว่า เราควรวางท่าทีต่อปัญหาและต่อผู้คนอย่างไร จึงจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุขและสบายใจ มีคำสอนของคนโบราณที่ว่า “อยู่คนเดียวระวังความคิด อยู่กับมิตรระวังคำพูด” ประโยคสั้น ๆ...

ผู้นำในมุมมองพระพุทธศาสนา จาก “ผู้มีอำนาจ” สู่ “ผู้มีธรรม”

การเป็นผู้นำในความหมายที่แท้จริง อาจไม่ได้เริ่มต้นจากตำแหน่ง อำนาจ หรือความสามารถในการสั่งการ หากแต่เริ่มต้นจากการทำให้ตนเองมี “ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” เสียก่อน ในมุมมองของพระพุทธศาสนา ผู้นำหรือผู้บริหารที่ดีจึงมิใช่เพียงผู้ที่สามารถบริหารคน บริหารงาน หรือบริหารบ้านเมืองให้บรรลุเป้าหมาย แต่ต้องเป็นผู้ที่สามารถบริหารตนเองได้ด้วย เพราะหากผู้นำไม่สามารถควบคุมกาย วาจา และใจของตนเองได้ อำนาจที่มีอยู่ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างปัญหาแทนที่จะสร้างประโยชน์ หลักธรรมสำหรับผู้นำจึงมุ่งสร้างบุคคลที่มีทั้ง “อำนาจในหน้าที่” และ “อำนาจในคุณธรรม”...

ตำนาน-ความเป็นมาชื่อบ้าน-นามเมืองริมกว๊านพะเยา

ตำนาน-ความเป็นมาชื่อบ้าน-นามเมืองริมกว๊านพะเยา ในประเด็นดังกล่าวนี้ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ปราชญ์ด้านประวัติศาสตร์เมืองพะเยา ได้ให้ข้อคิดไว้ในหนังสือความเป็นมาในอดีตของเมืองพะเยา และประวัติพระยายุทธิศเสถียร  เมืองสองแควว่าพญาทั้ง ๓ ได้ประทับนั่งเอาพระปฤษฎางค์ (หลัง) พิงกัน เพื่อดื่มเลือดสาบานกันริมแม่น้ำสายตาหรือแม่น้ำอิง ณ บริเวณวัดร่องขุย เมื่อเสร็จพิธีปฏิญาณแล้ว  ชาวบ้านชาวเมืองดีใจที่ไม่ต้องเกิดศึกสงครามกันระหว่างอาณาจักรภูกามยาวและสุโขทัย ก็แห่พญาทั้งสาม ขึ้นจากน้ำ  ท่าน้ำนั้นจึงเรียกว่า...

ตำนานกว๊านพะเยา อู่น้ำแห่งเมืองพะเยา

         ในเรื่องกว๊านพะเยานี้  พระเดชพระคุณหลวงพระอุบาลีคุณูปมาจารย์  ได้ให้ทัศนะไว้ ในหนังสือประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยาไว้ถึง  ๒ เรื่อง  ดังนี้                   เรื่องที่ ๑                 “เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกเอี้ยง  อาศัยอยู่ที่ไม้ขอนสักต้นหนึ่งบนดอยจอมทอง  แล้วบินไปหนองน้ำเพื่อกินอาบทุกวัน                 วันหนึ่ง เมื่ออาบน้ำแล้วก็บินไปจับอยู่ไม้ต้นหนึ่งใกล้ที่อยู่ของตน  แล้วแผ่ปีกและหางอยู่ที่นั้น  ขณะนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งมาตีกินนกเอี้ยงเป็นอาหาร                 ครั้นพระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญู แล้วมาฉันจังหันที่ช่างทองตำบลเขาจอมทอง...