เชียงคำมาถึงทางแยก

Date:

Share post:

#รายงานพิเศษ เชียงคำมาถึงทางแยก ค้าปลีกใหม่กำลังเข้ามา เส้นทางการค้ากำลังเปลี่ยน ขณะที่เมืองต้องหาคำตอบว่า จะเติบโตด้วยอะไร

768347832 2538711306574920 8764704009939432942 n

📌เชียงคำกำลังเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ แต่เห็นได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ป้ายธุรกิจใหม่เริ่มปรากฏบนถนนสายสำคัญ ร้านค้าสมัยใหม่เข้ามาเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ขณะเดียวกันร้านค้าและผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องปรับตัวกับกำลังซื้อที่ไม่เหมือนเดิม ตลาดนัด/ตลาดสดที่คนแห่มาจับจ่ายบางแห่งเริ่มมีคนเดินลดลง และเส้นทางการขนส่งที่เคยเป็นข้อได้เปรียบของเมืองก็กำลังเปลี่ยนทิศทาง

สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องคนละเรื่อง แต่เมื่อมองรวมกัน กลับสะท้อนภาพเดียวกันว่า เศรษฐกิจเชียงคำกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน

หลายคนมีภาพจำว่าเชียงคำเคยมีบทบาทเป็นเมืองศูนย์กลางของพื้นที่ฝั่งตะวันออกพะเยา เชื่อมโยงเชียงของ เทิง ภูซาง จุน และพื้นที่โดยรอบ การเป็นจุดรวมของผู้คนและสินค้า ทำให้เกิดธุรกิจจำนวนมาก ทั้งตลาด ร้านอาหาร ร้านวัสดุก่อสร้าง ร้านค้าปลีก และบริการต่าง ๆ

แต่ข้อได้เปรียบของเมืองในวันนี้ อาจไม่เหมือนข้อได้เปรียบเมื่อสิบหรือยี่สิบปีก่อน

โดยเฉพาะเมื่อเส้นทางการขนส่งใหม่สายเชื่อม R3A ทำให้ทิศทางการเคลื่อนตัวของสินค้าเปลี่ยนไป

…คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “เชียงคำยังค้าขายดีหรือไม่”

แต่คือ เมื่อเส้นทางเศรษฐกิจเปลี่ยน เมืองจะยังรักษาบทบาทศูนย์กลางของตัวเองไว้ได้อย่างไร

📌คลื่นค้าปลีกใหม่กำลังเข้ามา

สัญญาณที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการขยายตัวของค้าปลีกสมัยใหม่

Global House กำลังเข้าสู่ตลาดเชียงคำ ขณะที่ MR.DIY เพิ่มจุดให้บริการอีกหนึ่งแห่ง และในชีวิตประจำวันของคนเชียงคำยังมี 7-Eleven, Big C และ Lotus’s ในรูปแบบขนาดเล็กที่กระจายตัวตามชุมชนมากขึ้น

นี่ไม่ใช่การแข่งขันของธุรกิจเพียงรายเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของ “ระบบค้าปลีก” ทั้งเมือง

Global House เข้ามาในตลาดวัสดุก่อสร้างและของเกี่ยวกับบ้านโดยตรง ขณะที่ MR.DIY เจาะสินค้าเครื่องมือ ของใช้ในบ้าน และสินค้าราคาประหยัด ส่วน 7-Eleven, Big C และ Lotus’s ขนาดเล็ก แข่งขันด้วยความสะดวกและการเข้าถึงผู้บริโภคใกล้บ้าน

สำหรับคนซื้อ นี่เป็นเรื่องดี เพราะมีทางเลือกมากขึ้น ราคาและโปรโมชั่นสามารถเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น

…แต่สำหรับร้านค้าเดิม ความหมายแตกต่างออกไป

ร้านวัสดุก่อสร้างท้องถิ่นต้องเจอกับคู่แข่งที่มีสต็อกขนาดใหญ่และกำลังซื้อสูง ร้านโชห่วยต้องแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้บ้านมากขึ้น ขณะที่ร้านค้าปลีกต้องรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมองว่าทุนใหญ่เข้ามาแล้วร้านท้องถิ่นจะต้องหายไปทั้งหมด เพราะร้านท้องถิ่นยังมีข้อได้เปรียบที่ธุรกิจขนาดใหญ่สร้างขึ้นได้ยาก นั่นคือความสัมพันธ์กับลูกค้า ความเข้าใจพื้นที่ การให้บริการแบบยืดหยุ่น การส่งสินค้า และความรู้จักผู้คนในชุมชน

โจทย์จึงไม่ใช่การแข่งกันว่าใครใหญ่กว่า แต่คือ ร้านท้องถิ่นจะสร้างเหตุผลอะไรให้ลูกค้ายังเลือกซื้อกับตัวเอง

📌ตลาดนัด/ตลาดสด/ร้านห้องแถวที่เงียบลง อาจเป็นสัญญาณมากกว่าที่คิด

อีกภาพหนึ่งที่น่าสนใจคือข้อสังเกตจากพื้นที่ว่า กาดนัดบ้านหม้อในวันอาทิตย์และกาดนัดวันพฤหัสบดีเริ่มมีคนเดินลดลง

ประเด็นนี้ยังควรมีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบก่อนจะสรุปว่าเป็นแนวโน้มถาวร แต่หากผู้ค้าหลายรายพบปรากฏการณ์คล้ายกันต่อเนื่อง ก็ถือเป็นสัญญาณเศรษฐกิจระดับฐานรากที่ควรจับตา

เพราะตลาดนัดไม่ได้สะท้อนเพียงยอดขายของแม่ค้าหนึ่งคน

…มันสะท้อนกำลังซื้อของครัวเรือน

คนเดินน้อยลงอาจหมายถึงคนซื้อของน้อยลง หรืออาจหมายถึงคนยังซื้อเหมือนเดิมแต่ย้ายไปซื้อผ่านช่องทางอื่น

…นี่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

เงินไม่ได้หายออกจากระบบทั้งหมด แต่กำลังถูกกระจายไปยังห้าง ร้านสะดวกซื้อ ร้านออนไลน์ และร้านค้ารูปแบบใหม่

ดังนั้น สิ่งที่เชียงคำกำลังเห็นอาจไม่ใช่ “คนไม่มีเงินซื้อของ” เพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็น การเปลี่ยนเส้นทางของเงินในเมือง

📌จากเมืองทางผ่าน สู่คำถามเรื่องเส้นทางเศรษฐกิจ

เชียงคำเคยได้ประโยชน์จากการเป็นเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างเชียงของ เทิง เชียงคำ และจุน แต่เมื่อโครงข่ายเชื่อม R3A เส้นทางเทิง-จุนมีบทบาทมากขึ้น ทิศทางการขนส่งสินค้าอาจเปลี่ยนไป

เรื่องนี้สำคัญกว่าการสร้างถนนหนึ่งเส้น เพราะเศรษฐกิจของเมืองจำนวนมากขึ้นอยู่กับว่า “คนหยุดที่ไหน”

…รถวิ่งผ่านเมือง ไม่ได้หมายความว่าเมืองได้เงิน

…สินค้าเดินทางผ่านเมือง ไม่ได้หมายความว่าคนในเมืองได้รับประโยชน์

สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้คนที่เดินทางผ่านมีเหตุผลที่จะหยุด ซื้อสินค้า รับประทานอาหาร เติมน้ำมัน พักค้าง หรือใช้บริการ

นี่คือความแตกต่างระหว่าง เมืองทางผ่านกับเมืองศูนย์กลาง

และเชียงคำกำลังต้องสร้างเหตุผลใหม่ให้ผู้คนยังคงเข้ามาในเมือง แม้เส้นทางการขนส่งจะเปลี่ยนไป

📌บ้านฮวก คือโอกาสที่ยังรอการเปิดเต็มศักยภาพ

อีกด้านหนึ่ง เชียงคำและภูซางยังมีความหวังจากด่านบ้านฮวก

การผลักดันด่านถาวรบ้านฮวกไปสู่ด่านสากล (ที่เป็นจริง ไม่ใช่แค่ป้าย/ชื่อเรียก) หากเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ จะเพิ่มโอกาสด้านการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงกับประเทศลาว โดยเฉพาะหลวงพระบาง

…แต่ด่านจะไม่สามารถสร้างเศรษฐกิจได้ด้วยตัวเอง

ต้องมีระบบอื่นเอื้ออำนวยให้เมืองเติบโต ทั้งน้ำ ไฟฟ้า ถนน ระบบขนส่ง พื้นที่รองรับสินค้า ระบบศุลกากร และธุรกิจบริการที่พร้อมรับคนและสินค้า

ขณะนี้พื้นที่ยังมีโจทย์เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะน้ำ ไฟฟ้า และระบบรองรับการขยายตัวอื่นๆ ที่มีจำกัด ไฟตก ไฟดับ น้ำไม่ไหล ฯลฯต้องรีบวางแผนรองรับอย่างเร่งด่วน

ถ้าหากด่านเติบโตขึ้นจริง เชียงคำมีโอกาสทำหน้าที่เป็นเมืองบริการของชายแดนได้ ทั้งด้านที่พัก ร้านอาหาร การค้า การขนส่ง สุขภาพ และบริการอื่น ๆ

ขณะเดียวกัน เชียงคำมีสิ่งที่ห้างใหญ่ไม่มี ท่ามกลางการแข่งขันของทุนค้าปลีก เชียงคำยังมีต้นทุนสำคัญที่ไม่สามารถซื้อด้วยเงินลงทุนได้ง่าย

…นั่นคือ วัฒนธรรมไทลื้อ และกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย

อาหาร ผ้าทอ ภาษา ประเพณี สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิต คือทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถพัฒนาเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้

…นี่อาจเป็นจุดที่เชียงคำไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับทุนใหญ่

ห้างสามารถขายสินค้าได้มากกว่า ร้าน DIY สามารถมีสินค้าหลากหลายกว่า ร้านสะดวกซื้อสามารถเปิดได้นานกว่า

แต่ไม่มีใครสามารถสร้าง “ความเป็นเชียงคำ” ขึ้นมาแทนคนเชียงคำได้

หากวัฒนธรรมไทลื้อและคนพื้นถิ่น สามารถเชื่อมกับอาหาร การท่องเที่ยว งานหัตถกรรม ที่พัก และกิจกรรมชุมชน เมืองก็จะมีเศรษฐกิจอีกขาหนึ่งที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับค้าปลีกเพียงอย่างเดียว

…เชียงคำจึงไม่ได้กำลังถดถอย แต่กำลังถูกบังคับให้เปลี่ยน

สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงคำวันนี้ยังไม่ควรถูกสรุปง่าย ๆ ว่า “เมืองกำลังแย่ลง”

เพราะในอีกด้านหนึ่ง การเข้ามาของธุรกิจใหม่ก็สะท้อนว่าทุนยังมองเห็นกำลังซื้อและศักยภาพของพื้นที่

ทั้งหมดนี้แปลว่าเชียงคำยังมีตลาด

…แต่ตลาดกำลังเปลี่ยน

และการเปลี่ยนครั้งนี้จะทำให้ผู้ประกอบการบางรายเติบโต ขณะที่บางรายอาจต้องลดขนาดหรือออกจากตลาด

…นี่เป็นธรรมชาติของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ

📌ทางแยกของเมืองไทลื้อ/ชาติพันธุ์ที่หลากหลาย

เชียงคำจึงกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ

ทางหนึ่งคือการเป็นเมืองค้าปลีกและบริการสมัยใหม่

อีกทางคือการใช้บ้านฮวก/ภูซาง และเครือข่ายการค้าชายแดนสร้างเศรษฐกิจใหม่

และอีกทางคือการยกระดับตัวเองเป็นเมืองวัฒนธรรมไทลื้อ/ชาติพันธุ์ที่มีเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นของตัวเอง

แต่บางทีเชียงคำไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงทางเดียว

สิ่งที่เหมาะกับเมืองอาจเป็นการทำให้ทั้งสามด้านเชื่อมกัน

…ให้ค้าปลีกสร้างความสะดวก

…ให้ชายแดนสร้างการค้า

…ให้วัฒนธรรมสร้างความแตกต่าง

และให้ธุรกิจท้องถิ่นเป็นผู้เชื่อมเศรษฐกิจเหล่านี้เข้าหากัน

เพราะอนาคตของเชียงคำอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครจะชนะใคร

แต่อยู่ที่ว่า เมืองจะสามารถทำให้เงินใหม่ที่กำลังไหลเข้ามา หมุนต่ออยู่กับคนเชียงคำได้นานแค่ไหน

…นี่คือโจทย์ใหญ่ของเชียงคำในช่วงเปลี่ยนผ่าน

…ไม่ใช่เมืองที่กำลังหายไป

…แต่คือเมืองที่กำลังต้องตอบตัวเองว่า

เมื่อโลกเศรษฐกิจเปลี่ยนไป เชียงคำอยากเป็นเมืองแบบไหนในอนาคต

>>>>พะเยาทีวี รายงาน

9 สิงหาคม 2569

Related articles

ผู้นำในมุมมองพระพุทธศาสนา จาก “ผู้มีอำนาจ” สู่ “ผู้มีธรรม”

การเป็นผู้นำในความหมายที่แท้จริง อาจไม่ได้เริ่มต้นจากตำแหน่ง อำนาจ หรือความสามารถในการสั่งการ หากแต่เริ่มต้นจากการทำให้ตนเองมี “ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” เสียก่อน ในมุมมองของพระพุทธศาสนา ผู้นำหรือผู้บริหารที่ดีจึงมิใช่เพียงผู้ที่สามารถบริหารคน บริหารงาน หรือบริหารบ้านเมืองให้บรรลุเป้าหมาย แต่ต้องเป็นผู้ที่สามารถบริหารตนเองได้ด้วย เพราะหากผู้นำไม่สามารถควบคุมกาย วาจา และใจของตนเองได้ อำนาจที่มีอยู่ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างปัญหาแทนที่จะสร้างประโยชน์ หลักธรรมสำหรับผู้นำจึงมุ่งสร้างบุคคลที่มีทั้ง “อำนาจในหน้าที่” และ “อำนาจในคุณธรรม”...

ตำนานกว๊านพะเยา อู่น้ำแห่งเมืองพะเยา

         ในเรื่องกว๊านพะเยานี้  พระเดชพระคุณหลวงพระอุบาลีคุณูปมาจารย์  ได้ให้ทัศนะไว้ ในหนังสือประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยาไว้ถึง  ๒ เรื่อง  ดังนี้                   เรื่องที่ ๑                 “เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกเอี้ยง  อาศัยอยู่ที่ไม้ขอนสักต้นหนึ่งบนดอยจอมทอง  แล้วบินไปหนองน้ำเพื่อกินอาบทุกวัน                 วันหนึ่ง เมื่ออาบน้ำแล้วก็บินไปจับอยู่ไม้ต้นหนึ่งใกล้ที่อยู่ของตน  แล้วแผ่ปีกและหางอยู่ที่นั้น  ขณะนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งมาตีกินนกเอี้ยงเป็นอาหาร                 ครั้นพระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญู แล้วมาฉันจังหันที่ช่างทองตำบลเขาจอมทอง...

ตำนานกว๊านพะเยา อู่น้ำแห่งเมืองพะเยา

                              ในเรื่องกว๊านพะเยานี้  พระเดช      พระคุณหลวงพระอุบาลีคุณูปมาจารย์  ได้ให้ทัศนะไว้ ในหนังสือประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยาไว้ถึง  ๒ เรื่อง  ดังนี้                 เรื่องที่ ๑                 “เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกเอี้ยง  อาศัยอยู่ที่ไม้ขอนสักต้นหนึ่งบนดอยจอมทอง  แล้วบินไปหนองน้ำเพื่อกินอาบทุกวัน                 วันหนึ่ง เมื่ออาบน้ำแล้วก็บินไปจับอยู่ไม้ต้นหนึ่งใกล้ที่อยู่ของตน  แล้วแผ่ปีกและหางอยู่ที่นั้น  ขณะนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งมาตีกินนกเอี้ยงเป็นอาหาร                ...