ศูนย์วิปัสสนาวิสุทธิมรรค พะเยา พื้นที่ “สวนธรรม–สำนักคิด–วิสุทธิมรรค”

Date:

Share post:

ศูนย์วิปัสสนาวิสุทธิมรรค (เจ้าคุณเมธีฯ) ตั้งอยู่เลขที่ 215 หมู่ 15 ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา บนพื้นที่กว่า 16 ไร่ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2553 เดิมใช้ชื่อว่า “วิสุทธิมรรคดรุณีวิเวกกาศรม” สาขา 2 ซึ่งเป็นอารามภิกษุณี ภายใต้การดูแลของหลวงแม่สัทธาสีลวิสุทธิ์ภิกษุณี สำนักปฏิบัติธรรมดรุณีวิเวกาศรม จังหวัดพะเยา

ต่อมาในปี 2564 ภายหลังภิกษุณีสัทธาสีลวิสุทธิ์มีภารกิจเพิ่มขึ้นและศูนย์ขาดผู้ดูแลอย่างต่อเนื่อง จึงมีการถวายพื้นที่และเสนาสนะแก่พระครูธำรงชิโนวาท เจ้าอาวาสวัดบ้านโซ้ เพื่อดูแลและพัฒนาต่อ โดยใช้ชื่อว่า “ศูนย์วิปัสสนาวิสุทธิมรรค วัดบ้านโซ้”

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 เมื่อพระครูธำรงชิโนวาทได้น้อมถวายศูนย์วิปัสสนาแห่งนี้แก่ พระเมธีวชิรคุณ (ศรีบรรดร ถิรธมฺโม) รองเจ้าคณะจังหวัดพะเยา ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมของจังหวัด

นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 พระเมธีวชิรคุณได้นำพระภิกษุจากวัดศรีโคมคำและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา เข้ามาพำนักและเริ่มพัฒนาพื้นที่ โดยยังคงใช้ชื่อเดิมว่า “ศูนย์วิปัสสนาวิสุทธิมรรค” พร้อมวางแนวคิดการดำเนินงานไว้ 3 ด้าน ได้แก่ “สวนธรรม–สำนักคิด–วิสุทธิมรรค”

แนวคิด “สวนธรรม” มุ่งให้พื้นที่แห่งนี้เป็นรมณียสถานและวนอุทยานทางพระพุทธศาสนา เหมาะแก่การพักผ่อนและฟื้นฟูจิตใจ ส่วน “สำนักคิด” เป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแสวงหาทางออกให้กับสังคม ขณะที่ “วิสุทธิมรรค” คือการเป็นศูนย์กลางการศึกษาค้นคว้า ฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน และพัฒนาจิตใจตามแนวทางพระพุทธศาสนา

ปัจจุบัน ศูนย์วิปัสสนาวิสุทธิมรรคเปิดรับผู้สนใจเข้าปฏิบัติธรรมภายใต้ระเบียบที่เน้นความสงบ สำรวม และการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง โดยยึดแนวทางสติปัฏฐาน 4 เป็นหลัก พร้อมมีกิจวัตรประจำวันตั้งแต่เวลา 04.00 น. จนถึงเวลา 21.30 น. เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้เรียนรู้และฝึกฝนตนเองอย่างเต็มที่ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่นของพื้นที่ตำบลแม่กา

ศูนย์วิปัสสนาวิสุทธิมรรคจึงไม่เพียงเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การค้นหาคำตอบของชีวิต และการสร้างสมดุลระหว่างจิตใจ สังคม และธรรมชาติ ตามแนวคิดที่ผู้ก่อตั้งตั้งใจให้เป็น “สวนธรรมและสำนักคิด” ของเมืองพะเยาในอนาคต

Related articles

ธรรมะกับความสบายใจในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

เรียบเรียงจากแนวคิดของ พระเมธีวชิรคุณ รศ.ดร. การทำงานร่วมกับคนอื่นไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะทันทีที่คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาอยู่ร่วมกัน ย่อมมีทั้งความคิด ความต้องการ บุคลิก และมุมมองที่แตกต่างกัน ความขัดแย้งจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หากแต่เป็นธรรมชาติของการอยู่ร่วมกัน พระเมธีวชิรคุณ รศ.ดร. เสนอว่า สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามทำให้องค์กรปราศจากปัญหา แต่คือการเรียนรู้ว่า เราควรวางท่าทีต่อปัญหาและต่อผู้คนอย่างไร จึงจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุขและสบายใจ มีคำสอนของคนโบราณที่ว่า “อยู่คนเดียวระวังความคิด อยู่กับมิตรระวังคำพูด” ประโยคสั้น ๆ...

ผู้นำในมุมมองพระพุทธศาสนา จาก “ผู้มีอำนาจ” สู่ “ผู้มีธรรม”

การเป็นผู้นำในความหมายที่แท้จริง อาจไม่ได้เริ่มต้นจากตำแหน่ง อำนาจ หรือความสามารถในการสั่งการ หากแต่เริ่มต้นจากการทำให้ตนเองมี “ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” เสียก่อน ในมุมมองของพระพุทธศาสนา ผู้นำหรือผู้บริหารที่ดีจึงมิใช่เพียงผู้ที่สามารถบริหารคน บริหารงาน หรือบริหารบ้านเมืองให้บรรลุเป้าหมาย แต่ต้องเป็นผู้ที่สามารถบริหารตนเองได้ด้วย เพราะหากผู้นำไม่สามารถควบคุมกาย วาจา และใจของตนเองได้ อำนาจที่มีอยู่ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างปัญหาแทนที่จะสร้างประโยชน์ หลักธรรมสำหรับผู้นำจึงมุ่งสร้างบุคคลที่มีทั้ง “อำนาจในหน้าที่” และ “อำนาจในคุณธรรม”...

ตำนาน-ความเป็นมาชื่อบ้าน-นามเมืองริมกว๊านพะเยา

ตำนาน-ความเป็นมาชื่อบ้าน-นามเมืองริมกว๊านพะเยา ในประเด็นดังกล่าวนี้ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ปราชญ์ด้านประวัติศาสตร์เมืองพะเยา ได้ให้ข้อคิดไว้ในหนังสือความเป็นมาในอดีตของเมืองพะเยา และประวัติพระยายุทธิศเสถียร  เมืองสองแควว่าพญาทั้ง ๓ ได้ประทับนั่งเอาพระปฤษฎางค์ (หลัง) พิงกัน เพื่อดื่มเลือดสาบานกันริมแม่น้ำสายตาหรือแม่น้ำอิง ณ บริเวณวัดร่องขุย เมื่อเสร็จพิธีปฏิญาณแล้ว  ชาวบ้านชาวเมืองดีใจที่ไม่ต้องเกิดศึกสงครามกันระหว่างอาณาจักรภูกามยาวและสุโขทัย ก็แห่พญาทั้งสาม ขึ้นจากน้ำ  ท่าน้ำนั้นจึงเรียกว่า...

ตำนานกว๊านพะเยา อู่น้ำแห่งเมืองพะเยา

         ในเรื่องกว๊านพะเยานี้  พระเดชพระคุณหลวงพระอุบาลีคุณูปมาจารย์  ได้ให้ทัศนะไว้ ในหนังสือประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยาไว้ถึง  ๒ เรื่อง  ดังนี้                   เรื่องที่ ๑                 “เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกเอี้ยง  อาศัยอยู่ที่ไม้ขอนสักต้นหนึ่งบนดอยจอมทอง  แล้วบินไปหนองน้ำเพื่อกินอาบทุกวัน                 วันหนึ่ง เมื่ออาบน้ำแล้วก็บินไปจับอยู่ไม้ต้นหนึ่งใกล้ที่อยู่ของตน  แล้วแผ่ปีกและหางอยู่ที่นั้น  ขณะนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งมาตีกินนกเอี้ยงเป็นอาหาร                 ครั้นพระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญู แล้วมาฉันจังหันที่ช่างทองตำบลเขาจอมทอง...